พลิกโฉมทันตกรรมเด็ก: เทคนิคใหม่เพื่อรอยยิ้มสดใสของลูกน้อย
แพทย์หญิงจิราพร พรหมประภา ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กจากคลินิกฟันยิ้มสดใส ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่พบว่าเด็กวัย 2-3 ขวบจำนวนมากมีปัญหาฟันผุในระดับรุนแรง จนต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ซับซ้อนกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งตรงข้ามกับภาพรวมของการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดูเหมือนจะดีขึ้นในภาพรวม
สาเหตุหลักเบื้องหลังปัญหานี้กลับไม่ใช่เรื่องของการขาดความเข้าใจในการดูแลฟัน แต่เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจที่มากเกินไป” ผู้ปกครองหลายท่านเชื่อว่าเพียงแค่ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เพียงพอแล้ว โดยละเลยการทำความสะอาดอย่างทั่วถึง และที่สำคัญคือการให้เด็กแปรงฟันเองตั้งแต่อายุยังน้อยเกินไป ทำให้หลายจุดที่เข้าถึงยากยังคงมีคราบจุลินทรีย์สะสมจนเกิดฟันผุได้ง่าย
ประเด็นนี้กำลังถูกหยิบยกมาหารืออย่างจริงจังในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ “อนาคตทันตกรรมเด็กไทย 2026” ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยมีหัวข้อหลักคือการทบทวนแนวทางการป้องกันและรักษาสุขภาพช่องปากเด็กเล็ก รวมถึงการพิจารณาถึงประสิทธิภาพและการใช้เทคโนโลยีอย่างแปรงสีฟันไฟฟ้าและน้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็กอย่างเหมาะสม
ผู้ปกครองหลายท่าน มักจะตั้งคำถามว่า “ลูกควรไปหาหมอฟันครั้งแรกตอนกี่ขวบ?” ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่าควรพาเด็กมาพบทันตแพทย์ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น หรือประมาณ 6 เดือนถึง 1 ขวบ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และรับคำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพช่องปากตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาพบแพทย์
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงนวัตกรรมการเคลือบหลุมร่องฟันแบบใหม่ที่มีความทนทานและประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญในการลดปัญหาฟันผุในเด็กเล็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2026 ที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะเริ่มถูกนำมาใช้ในคลินิกทันตกรรมสำหรับเด็กอย่างแพร่หลาย การติดตามข่าวสารและเข้ารับคำแนะนำจากทันตแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้บุตรหลานมีสุขภาพช่องปากที่ดีไปตลอดชีวิต
การปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน การใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนเสริม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ และการให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อสุขอนามัยในช่องปากที่ดีของเด็ก ๆ ทุกคน
